Search

รอดหรือร่วง : ไขกุญแจสำคัญ 3 ทีมน้องใหม่พรีเมียร์ลีก กับการหนีตกชั้น - ไทยรัฐ

https://ift.tt/2B90e4e

"แซม อัลลาร์ไดซ์" กุนซือที่ได้รับการยอมรับในฝีมือของวงการลูกหนังอังกฤษ เผยถึงยุทธวิธีสำคัญที่อยู่เบื้องหลังในการพา โบลตัน วันเดอเรอร์ส เลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีก ด้วยตั๋วเพลย์ออฟเมื่อฤดูกาล 2001/02 ก่อนพาทีมรอดตกชั้นได้สำเร็จ พร้อมทั้งปักหลักอย่างมั่นคงในลีกสูงสุดเป็นเวลา 6 ฤดูกาล โดยพาทีมจบอันดับเลขตัวเดียวถึง 4 ซีซั่น และได้ไปเล่นยูฟ่า คัพ 2 ฤดูกาล ก่อนอำลาตำแหน่งในเดือนเมษายน ปี 2007

แซม อัลลาร์ไดซ์ (ขวา) กุนซือผู้พา โบลตัน ขึ้นมาผงาดในพรีเมียร์ลีกนานถึง 6 ฤดูกาล ระหว่างปี 2001-2007
แซม อัลลาร์ไดซ์ (ขวา) กุนซือผู้พา โบลตัน ขึ้นมาผงาดในพรีเมียร์ลีกนานถึง 6 ฤดูกาล ระหว่างปี 2001-2007

"บิ๊กแซม" กางตำราที่เคยเป็นเคล็ดลับความสำเร็จของเขาที่เคยทำไว้กับทีม "เดอะ ทร็อตเตอร์ส" ผ่านทางรายการ Monday Night Football ของ สกาย สปอร์ตส เมื่อ 3 ปีที่แล้ว โดยกุนซือวัย 65 ปี เผยว่า มีกุญแจสำคัญอยู่ 7 ข้อที่ทีมน้องใหม่ต้องทำให้ได้ เพื่อความอยู่รอดของพวกเขาในลีกที่เต็มไปด้วยความโหดหินอย่างพรีเมียร์ลีก

7 กุญแจสำคัญทีมน้องใหม่หนีตกชั้น ฉบับ "บิ๊กแซม"
1. พยายามอย่าเสียประตู
2. จ่ายบอลแรกต้องให้บอลขึ้นไปข้างหน้า
3. เน้นลูกเซตพีซทุกจังหวะ (ทั้งเกมรุกและเกมรับ)
4. การเล่นในพื้นที่สุดท้ายต้องมีประสิทธิภาพ
5. อย่าเสียบอลในแดนตัวเอง
6. เอาชนะในจังหวะคับขันและออกบอลให้เร็วที่สุด
7. ใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของคู่แข่ง

ทั้ง 7 ข้อที่ "บิ๊กแซม" ว่ามา จะเน้นไปที่การเล่น "เกมรับ" ให้เหนียวแน่นเป็นลำดับแรก ก่อนหาจังหวะเปิดเกมรุกโดยใช้การเล่นแบบ "ไดเรกต์ ฟุตบอล" เพื่อพาบอลขึ้นไปข้างหน้าให้เร็วที่สุด และเมื่อเสียบอลก็ต้องเน้นในจังหวะแย่งเอาบอลกลับมาครองให้ได้

ตัวอย่างที่เห็นชัด คือ วูล์ฟแฮมป์ตัน ที่รอดตกชั้นได้พร้อมกับจบในอันดับ 7 เมื่อฤดูกาล 2018/19 เมื่อไล่ดูสถิติใน 7 ข้อตามตำราของ "บิ๊กแซม" พบว่า ภาพรวมของทัพ "หมาป่า" ทำได้ดีกว่า คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ และ ฟูแลม อีก 2 ทีมน้องใหม่ที่ไม่อาจอยู่รอดต่อไปได้ โดยลูกทีมของ นูโน เอสปิริโต ซานโต สามารถแย่งบอลกลับมาครองได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของลีก, ไม่เสียประตูบ่อยที่สุดเป็นอันดับ 11 ของลีก และสร้างโอกาสลุ้นประตูแบบจะแจ้งได้เป็นอันดับ 8 ของลีก

ผิดกับ ฟูแลม ที่เก็บคลีนชีต (ไม่เสียประตู) ได้เพียงอันดับ 19 และยังทำประตูจากลูกเซตพีซได้น้อยที่สุด รวมถึงจ่ายบอลเสียในแดนตัวเองมากที่สุด อีกทั้งยังทำประตูจากโอกาสจะแจ้งแค่ในอันดับ 17 ส่วน คาร์ดิฟฟ์ แม้จะจ่ายบอลแรกขึ้นไปข้างหน้าได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของลีก แต่ก็สร้างโอกาสลุ้นประตูแบบชัดเจนได้แค่อันดับ 19 และยังแย่งบอลกลับมาครองได้แค่อันดับ 16 จึงทำให้ ไบรจ์ตัน กับ เซาแธมป์ตัน มีคะแนนมากกว่า และได้อยู่รอดแทน

"การเสริมทัพ" ไม่ใช่คำตอบของ "การอยู่รอด" เสมอไป

เมื่อซีซั่นเก่าผ่านไป และฤดูกาลใหม่กำลังจะมา สิ่งแรกที่ทุกคนจะต้องถามถึง คือ "การเสริมทัพ" เพื่อรับมือกับศึกหนักที่รออยู่ข้างหน้า ซึ่งทีมที่เพิ่งเลื่อนชั้นบางทีมอาจใช้วิธีนี้แก้ปัญหา และช่วยให้อยู่รอดปลอดภัยได้

แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลกับ ฟูแลม ในฤดูกาล 2018/19 ซึ่งพวกเขาทุ่มงบเสริมทัพแบบกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์เกิน 100 ล้านปอนด์ (4,100 ล้านบาท) มากที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีมน้องใหม่พรีเมียร์ลีก เพื่อกวาดต้อนผู้เล่นเข้ามาถึง 10 คน นำโดย อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช, อันเดร เชือร์เล, ฌอง มิชาแอล เซรี, อัลฟี มอว์สัน, อองเดร-ฟรองค์ แซมโบ อองกีสซา และยังมีนักเตะที่เซ็นฟรีกับยืมตัวแบบไม่เสียค่ายืมมาอีก 8 คน แต่สุดท้ายก็หนีจากการตกชั้นไม่พ้น ต้องหล่นลงไปตั้งหลักใหม่ในศึกแชมเปียนชิพ

ในบรรดาทีมน้องใหม่ยุคพรีเมียร์ลีกทั้งหมด 83 ทีม มี 21 ทีม ที่ใช้งบ 20 ล้านปอนด์ (820 ล้านบาท) ขึ้นไป ในการเสริมทัพช่วงฤดูร้อน แต่มีอยู่ 5 ทีมที่การลงทุนเพื่อหวังซื้อความสำเร็จ กลับไม่ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ซึ่งตัวอย่างข้างล่างนี้น่าจะสะท้อนให้เห็นว่าการใช้เงินไม่อาจแก้ปัญหาได้เสมอไป แต่การลงทุนที่ชาญฉลาดและเสริมทัพได้ตรงจุดเท่านั้นที่จะเป็นหนทางสู่การอยู่รอด เช่นเดียวกับการทำธุรกิจโดยทั่วไป

จริงอยู่ที่ว่าฟุตบอลตัดสินผลแพ้-ชนะด้วยการทำประตู ทีมไหนยิงได้มากกว่าก็เป็นผู้ชนะ แต่สถิติของพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ฤดูกาล 1995/96 ระบุว่าทีมน้องใหม่มีค่าเฉลี่ยการยิงประตูในซีซั่นแรกที่เลื่อนชั้นขึ้นมาอยู่ที่ 30-49 ประตู แต่ไม่เจาะจงว่าเป็นทีมที่อยู่รอดหรือตกชั้น

ส่วนทีมที่หนีตายสำเร็จมีสถิติการเสียประตูไม่เกิน 60 ประตู (ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 50-59 ประตู) นั่นบ่งบอกให้เห็นว่า ทีมที่ไม่ตกชั้นส่วนใหญ่ คือ ทีมที่สามารถเล่น "เกมรับ" ได้ดี

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของการหนีตกชั้น คือ "ผลงานในเกมเหย้า" ซึ่ง เบิร์นลีย์ ถือเป็นตัวอย่างที่ดีในฤดูกาล 2016/17 ที่พวกเขายังอยู่ในพรีเมียร์ลีกต่อไปได้ด้วยฟอร์มอันแข็งแกร่งในบ้านตัวเอง จากการเก็บไปถึง 33 คะแนน ในขณะที่เกมเยือนได้มาเพียง 7 คะแนน แตกต่างจากฤดูกาล 2009/10 ที่ เบิร์นลีย์ ตกชั้นจากการได้เพียง 30 แต้ม แบ่งเป็น 26 แต้มในบ้าน และ 4 แต้มนอกบ้าน

สถิติที่ สกาย สปอร์ตส รวบรวมมาระบุว่า ทีมน้องใหม่จะทำแต้มเฉลี่ยในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลแรกที่ 25 คะแนนสำหรับเกมในบ้าน และ 14 คะแนนสำหรับเกมนอกบ้าน ซึ่งก็พอจะตีความได้ว่ายิ่งได้คะแนนจากเกมเหย้ามากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสอยู่รอดปลอดภัยมากขึ้นเท่านั้น

ขณะที่ "กุนซือ" หรือที่เรียกแบบเป็นทางการว่า "ผู้จัดการทีม" ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญเช่นกัน ซึ่งก็มีน้องใหม่อยู่ 19 ทีม จากทั้งหมด 74 ทีม นับตั้งแต่ฤดูกาล 1995/96 ที่ปลดเฮดโค้ชระหว่างฤดูกาล หลังจากทำผลงานไม่เป็นไปตามเป้าหมายของผู้บริหาร 

อย่างไรก็ตาม สถิติระบุว่า มีแค่ 6 ทีมเท่านั้น จาก 19 ทีมที่ประสบความสำเร็จกับการใช้สูตร "บอลเปลี่ยนโค้ช" แล้วสามารถรอดพ้นจากการตกชั้นได้ โดย 19 ทีมที่ว่านี้เก็บแต้มได้เฉลี่ยเกมละ 0.18 คะแนนเท่านั้น หลังจากที่กุนซือคนใหม่เข้ามารับเผือกร้อน

แต่ "บอลเปลี่ยนโค้ช" ก็เป็นจุดพลิกผันของการอยู่รอดในพรีเมียร์ลีกสำหรับบางทีม เช่น คริสตัล พาเลซ ที่ตะเพิด เอียน ฮอลโลเวย์ ตกเก้าอี้ในเดือนตุลาคม ปี 2013 ก่อนได้ โทนี พูลิส เข้ามาเป็นอัศวินขี่ม้าขาวในอีก 1 เดือนต่อมา ซึ่ง พูลิส ก็พาทีมจบซีซั่นที่อันดับ 11

ทว่าบางทีมก็ใช้สูตรนี้ไม่ได้ผล เช่น เบิร์นลีย์ ที่แยกทางกับ โอเวน คอยล์ ในช่วงต้นเดือนมกราคม ปี 2010 สุดท้าย ไบรอัน ลอว์ส ที่เข้ามารับไม้ต่อก็พาทีมจบอันดับ 18 ตามหลัง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมสุดท้ายที่อยู่รอดถึง 5 คะแนน

และหากพูดถึง "แผนการเล่น" เช่น ระบบ 4-4-2, 4-3-3, 4-2-3-1 ที่ทีมส่วนใหญ่นิยมใช้กัน บางทีมก็อาจมีการปรับหมากแก้เกม เพื่อหาทางรับมือคู่ต่อสู้ตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในแต่ละนัด อย่างไรก็ตาม ทีมที่อยู่รอดส่วนใหญ่มักจะเป็นทีมที่ไม่ค่อยปรับแผนการเล่นมากนัก

โดยเฉลี่ยแล้วทีมที่ไม่ตกชั้นในรอบ 5 ฤดูกาลหลังสุดจะมีการเปลี่ยนแผนการเล่นไม่เกิน 6 ระบบเท่านั้น ในขณะที่ทีมตกชั้นจะมีการเปลี่ยนแผนมากถึง 9 ระบบ แต่สาเหตุที่พวกเขาต้องเปลี่ยนก็เพราะว่าในระหว่างทางที่กำลังหนีตาย ผลการแข่งขันอาจไม่เป็นไปตามที่ต้องการ จึงต้องลองผิดลองถูก เผื่อจะค้นพบทางสว่างสำหรับการอยู่รอดในลีกสูงสุด

ส่วนการปรับเปลี่ยน "ผู้เล่น 11 คนแรก" ก็อาจเป็นอีกหนึ่งทางรอด เพราะสถิติระบุว่าทีมที่ตกชั้นส่วนมากจะมีการเปลี่ยน "แผนการเล่น" มากกว่า "ตัวผู้เล่น" ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการมีขนาดของทีมค่อนข้างเล็ก หรือพูดง่ายๆ ก็คือ มีตัวผู้เล่นให้เลือกใช้งานจำกัด จึงต้องอาศัยการเปลี่ยนแผนการเล่นเข้ามาช่วย

คริส ไวล์เดอร์ (เสื้อดำฝั่งซ้าย) หมุนผู้เล่น 31 คนในระบบ 3-5-2 พา เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทำเซอร์ไพรส์ระหว่างฤดูกาล ก่อนจบอันดับ 9
คริส ไวล์เดอร์ (เสื้อดำฝั่งซ้าย) หมุนผู้เล่น 31 คนในระบบ 3-5-2 พา เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทำเซอร์ไพรส์ระหว่างฤดูกาล ก่อนจบอันดับ 9

ตัวอย่างที่พิสูจน์ทฤษฎีดังกล่าว คือ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ทีมน้องใหม่ซีซั่นที่แล้ว ซึ่งเลื่อนชั้นขึ้นมาในฐานะรองแชมป์ของศึกแชมเปียนชิพ และกุนซือ คริส ไวล์เดอร์ ก็มีแนวทางชัดเจน คือ การยึดมั่นระบบ 3-5-2 แทบจะตลอด 38 นัด

ผู้เล่นในทีม "ดาบคู่" ที่ ไวล์เดอร์ ใช้งานทั้งฤดูกาลมีถึง 31 คน แต่มีอยู่ 4 คนที่ลงเล่นครบทุกนัด คือ คริส บาแชม, จอร์จ บัลด็อค, เอ็นดา สตีเวนส์ และ โอลิเวอร์ นอร์วูด ส่วนนักเตะที่ลงเล่น 30 นัดขึ้นไปก็มีถึง 11 คน 

ผลลัพธ์ที่ออกมา เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการขึ้นมาอยู่หัวตารางในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก และยังมีลุ้นโควตายูโรปาลีกจนถึงช่วงท้ายฤดูกาล ก่อนสะดุดในช่วงที่รีสตาร์ตกลับมาแข่งขันกันต่อหลังสถานการณ์โควิด-19 แต่ก็ยังจบที่อันดับ 9 และยังเสียไปเพียง 39  ประตูู น้อยที่สุดเป็นอันดับ 4 ของพรีเมียร์ลีก ต่อจาก ลิเวอร์พูล (33 ประตู), แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (35 ประตู) และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (36 ประตู)

ขณะที่เรื่องของ "ประสบการณ์" หลายคนอาจคิดว่าจำเป็นกับภารกิจหนีตกชั้น แต่ข้อมูลที่ สกาย สปอร์ตส ไปค้นคว้ามากลับย้อนแย้งกับความคิดดังกล่าว โดยในช่วง 5 ฤดูกาลหลังสุด ทีมน้องใหม่ที่ตกชั้นภายในซีซั่นเดียว มีค่าเฉลี่ยของอายุนักเตะ 11 คนแรกอยู่ที่ 27.8 ปี แต่ทีมที่อยู่รอดกลับมีค่าเฉลี่ยของอายุผู้เล่นตัวจริงอยู่ที่ 27.6 ปี 

ย้อนไปในฤดูกาล 2017/18 ทั้ง ไบรจ์ตัน และ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ออกสตาร์ตด้วยการมีผู้เล่นที่ผ่านประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกรวมกันทั้งทีมประมาณ 500 นัด ซึ่งทั้งคู่ก็ไม่ตกชั้น แต่ วูล์ฟแฮมป์ตัน เองก็เอาตัวรอดได้สบายๆ เช่นกันในฤดูกาล 2018/19 และยังจบสูงถึงอันดับ 7 ได้โควตาไปเล่นยูโรปาลีก รอบคัดเลือก รอบ 2 อีกต่างหาก แม้ว่าผู้เล่นในทีมจะเคยสัมผัสลีกสูงสุดของเมืองผู้ดีรวมกันแค่ 218 นัด

ในส่วนของประสบการณ์ของตัวกุนซือนั้น ก็ใช่ว่าคนที่เจนจัดกับการคุมทีมในพรีเมียร์ลีกจะช่วยให้อยู่รอดได้เสมอไป ซึ่งทั้ง เดวิด วากเนอร์ ของ ฮัดเดอร์สฟิลด์ ในฤดูกาล 2017/18 และ นูโน เอสปิริโต ซานโต ของ วูล์ฟแฮมป์ตัน ในฤดูกาล 2018/19 ก็ยังพาทีมไม่ตกชั้นได้ในปีแรกที่สัมผัสกับเวทีพรีเมียร์ลีก 

ผิดกับ นีล วอร์น็อค ที่ต่อลมหายใจของ คาร์ดิฟฟ์ ไว้ไม่ได้เมื่อ 2 ซีซั่นก่อน ทั้งที่มีประสบการณ์โชกโชนกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด, คริสตัล พาเลซ และ ควีนส์ปาร์ค เรนเจอร์ส รวมถึง เคลาดิโอ รานิเอรี อดีตกุนซือเชลซี และ เลสเตอร์ ซิตี้ ชุดสร้างปาฏิหาริย์คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2015/16 ก็ไม่อาจช่วยให้ ฟูแลม อยู่ต่อในลีกสูงสุดได้ในฤดูกาลเดียวกันกับ วอร์น็อค

เคลาดิโอ รานิเอรี พา เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่กลายเป็นเทวดาตกสวรรค์กับ ฟูแลม
เคลาดิโอ รานิเอรี พา เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่กลายเป็นเทวดาตกสวรรค์กับ ฟูแลม

จากข้อมูลและสถิติทั้งหมดจึงพอสรุปได้ว่า กุญแจสำคัญของ 3 ทีมน้องใหม่พรีเมียร์ลีก กับภารกิจลุ้นหนีตกชั้น มีอยู่ 7 ข้อดังนี้

1. ยึดตำรา 7 ข้อของ "บิ๊กแซม" 

2. เสริมทัพอย่างชาญฉลาด และแก้ปัญหาให้ตรงจุด

3. ให้ความสำคัญกับเกมรับก่อน

4. เน้นการทำผลงานให้ดีในเกมเหย้า

5. พยายามเก็บแต้มในช่วงต้น, คริสต์มาส และโค้งสุดท้ายของฤดูกาล

6. มีขนาดทีมที่ใหญ่พอสำหรับการหมุนเวียนผู้เล่น

7. ไม่เปลี่ยนระบบการเล่นบ่อยจนเกินไป

การเสริมทัพ

ลีดส์ ยูไนเต็ด 

มาร์เซโล บิเอลซา ยอดกุนซือชาวอาร์เจนตินา ฉลองการเลื่อนชั้นสู่พรีเมียร์ลีกในรอบ 16 ปีของทีม "ยูงทอง" ด้วยการคว้านักเตะใหม่มา 9 ราย โดยใช้งบทั้งสิ้นเกือบ 63 ล้านปอนด์ (2,583 ล้านบาท)

รายที่ถูกจับตามองเป็นพิเศษ คือ โรดริโก โมเรโน ดาวยิงทีมชาติสเปน ที่ย้ายมาจาก บาเลนเซีย ด้วยค่าตัวสถิติของสโมสร 27 ล้านปอนด์ (1,107 ล้านบาท) และ โรบิน ค็อก ปราการหลังทีมชาติเยอรมนี ที่ย้ายมาจาก ไฟรบวร์ก ด้วยค่าตัวราว 12 ล้านปอนด์ (492 ล้านบาท)

แน่นอนว่าด้วยดีกรีของทั้งคู่ย่อมถูกคาดหวังว่าจะช่วย ลีดส์ ให้ยืนหยัดต่อไปได้ และเมื่อดูจากฟอร์มรวมถึงแนวทางการเล่นในนัดแรกที่บุกไปแพ้ ลิเวอร์พูล แชมป์เก่า 3-4 ชนิดที่เปิดเกมรุกสู้ได้อย่างไม่เป็นรอง เชื่อว่าลูกทีมของ บิเอลซา มีโอกาสสูงที่จะไม่ตกชั้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องดูกันต่อไปยาวๆ

โรดริโก โมเรโน - โรบิน ค็อก 2 การเสริมทัพที่เป็นความหวังใหม่ของ ลีดส์ ยูไนเต็ด
โรดริโก โมเรโน - โรบิน ค็อก 2 การเสริมทัพที่เป็นความหวังใหม่ของ ลีดส์ ยูไนเต็ด

เวสต์บรอมวิช

สลาเวน บิลิช ผู้จัดการทีมชาวโครเอเชีย ที่พา "เดอะ แบ็กกีส์" กลับสู่ลีกสูงสุดภายในฤดูกาลเดียว หลังคว้ารองแชมป์ศึกแชมเปียนชิพต่อจาก ลีดส์ เบิกงบจากคลังของสโมสรในตอนนี้ยังไม่ถึง 23 ล้านปอนด์ (943 ล้านบาท) ได้ผู้เล่นใหม่มา 5 คน

แต่ในจำนวนนั้น 3 คนเป็นนักเตะหน้าเก่าที่ บิลิช ประทับใจผลงานในช่วงที่ยืมตัวมาใช้งานซีซั่นที่แล้ว นำโดย มาเธอุส เปเรรา ที่ตัดสินใจซื้อขาดจาก สปอร์ติง ลิสบอน ด้วยค่าตัว 8.4 ล้านปอนด์ (344 ล้านบาท) หลังจากตัวรุกชาวบราซิลจัดไปถึง 8 ประตู 20 แอสซิสต์ ในศึกแชมเปียนชิพ และ เกรดี เดียนกานา ปีกชาวอังกฤษ เชื้อสายดีอาร์ คองโก ที่ทำไป 8 ประตู 7 แอสซิสต์ จนต้องทุ่มเงิน 12.4 ล้านปอนด์ (508 ล้านบาท) ให้กับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด

อีกคนเป็น คัลลัม โรบินสัน กองหน้าที่ยอมซื้อขาดจาก เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด แต่นัดแรก เวสต์บรอมวิช ก็โดน เลสเตอร์ ซิตี้ ที่แสดงให้เห็นถึงการจบสกอร์และความเก๋าเกมที่เหนือกว่า ถล่มไป 3-0 อย่างไรก็ตาม เวลานี้เพิ่งเปิดฉากนัดแรก โอกาสที่จะอยู่รอดก็ยังเปิดกว้างอยู่

มาเธอุส เปเรรา (ซ้าย) ยิง-จ่ายกระจายในแชมเปียนชิพ จน เวสต์บรอมวิช ต้องซื้อขาด
มาเธอุส เปเรรา (ซ้าย) ยิง-จ่ายกระจายในแชมเปียนชิพ จน เวสต์บรอมวิช ต้องซื้อขาด

ฟูแลม

สกอตต์ พาร์คเกอร์ กุนซือหนุ่มวัย 39 ปี ที่มีประสบการณ์คุมทีมเต็มตัวเพียง 1 ปีครึ่ง แต่พา "เจ้าสัวน้อย" ตีตั๋วเพลย์ออฟเลื่อนชั้นกลับมาได้ในฤดูกาลเดียว มีบทเรียนจากการตกชั้นเมื่อ 2 ซีซั่นที่แล้ว ซึ่งเขารับช่วงต่อจาก เคลาดิโอ รานิเอรี ในช่วง 2 เดือนสุดท้าย ด้วยการจับจ่ายไปไม่ถึง 26 ล้านปอนด์ (1,066 ล้านบาท) 

แต่ในบรรดา 7 สมาชิกใหม่ของ ฟูแลม ถือว่ามีหลายรายที่ชื่อชั้นไม่ธรรมดา โดยเฉพาะ อัลฟงส์ อเรโอลา ผู้รักษาประตูทีมชาติฝรั่งเศส ชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 2018 ที่ยืมตัวมาจาก ปารีส แซงต์ แชร์กแมง และยังเคยเฝ้าเสาให้ เรอัล มาดริด มาแล้ว

รวมถึง เคนนี เตเต แบ็กขวาดีกรีทีมชาติเนเธอร์แลนด์ ที่เติบโตมาจาก อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม ซึ่ง "เจ้าสัวน้อย" ไปคว้ามาจาก โอลิมปิก ลียง ด้วยค่าตัวแค่ 3 ล้านปอนด์ (123 ล้านบาท) และยังมี 2 ผู้เล่นมากประสบการณ์ในเวทีพรีเมียร์ลีกอย่าง อองโตนี น็อคการ์ต ปีกชาวฝรั่งเศสที่เคยเล่นกับ เลสเตอร์ ซิตี้ และ ไบรจ์ตัน ก่อนย้ายมาด้วยค่าตัว 10.78 ล้านปอนด์ (441.98 ล้านบาท) พร้อมด้วย มาริโอ เลมินา มิดฟิลด์ทีมชาติกาบองที่ยืมตัวมาจาก เซาแธมป์ตัน และเคยค้าแข้งกับ ยูเวนตุส มาแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผลงานนัดประเดิมซีซั่นของ ฟูแลม กลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด เมื่อเจอ อาร์เซนอล ที่กำลังเข้าที่เข้าทาง และน่าจะมีลุ้นกลับมาเบียดแย่งท็อปโฟร์ สอนเชิงไป 3-0 พาร์คเกอร์ จึงมีการบ้านให้ทำอีกมากมายว่าจะจูนทีมอย่างไรให้นักเตะเก่าและนักเตะใหม่เข้าขารู้ใจกันโดยเร็วที่สุด

อัลฟงส์ อเรโอลา - เคนนี เตเต 2 ผู้เล่นใหม่โปรไฟล์หรูของ ฟูแลม
อัลฟงส์ อเรโอลา - เคนนี เตเต 2 ผู้เล่นใหม่โปรไฟล์หรูของ ฟูแลม

แม้น้องใหม่ทั้ง 3 ทีมจะเริ่มต้นด้วยการไร้แต้มติดมือ แต่ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2020/21 ยังเหลือโปรแกรมให้ต่อสู้กันอีก 37 นัด ซึ่งเมื่อถึงเวลารูดม่านปิดฉากในวันที่ 23 พฤษภาคม ปีหน้า คงได้รู้กันว่าทีมใดที่จะรอดหรือจะร่วง.

เรื่อง : ชัช บางแค

กราฟิก : Theerapong Chaiyatep, Supassara Taiyansuwan

Let's block ads! (Why?)


September 15, 2020 at 06:00AM
https://ift.tt/32tlgpd

รอดหรือร่วง : ไขกุญแจสำคัญ 3 ทีมน้องใหม่พรีเมียร์ลีก กับการหนีตกชั้น - ไทยรัฐ
https://ift.tt/3dcqzfG
Mesir News Info
Israel News info
Taiwan News Info
Vietnam News and Info
Japan News and Info Update

Bagikan Berita Ini

0 Response to "รอดหรือร่วง : ไขกุญแจสำคัญ 3 ทีมน้องใหม่พรีเมียร์ลีก กับการหนีตกชั้น - ไทยรัฐ"

Post a Comment

Powered by Blogger.