MGR Online - กก.ตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ตร. เผย เร่งตรวจสอบสารที่พบในร่างกาย "บอส กระทิงแดง" เกิดจากการเสพโคเคนหรือไม่ ก่อนเสนอผบ.ตร.สั่งพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่ม
วันนี้(31 ก.ค.)ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.ศตวรรษ หิรัญบูรณะ ที่ปรึกษาพิเศษ ตร.
ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการทำคดีนายวรยุทธ อยู่วิทยา หรือ บอส ทายาทเครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง กรณีขับรถชนด.ต.วิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจ สน.ทองหล่อ เสียชีวิต เมื่อปี 2555 พร้อมด้วย พล.ต.ท.สมชาย พัชรอินโต ผบช.กมค. และพล.ต.ท.กฤษณะ ทรัพย์เดช จตร.ร่วมกันแถลงความคืบหน้าการสอบสวน ว่า คณะกรรมการชุดนี้ยังยึดถือกรอบในการดำเนินการ โดยจะเข้าไปตรวจสอบในกรอบแรกพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการ กระทั่งมีการเสนอความเห็นสั่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการ ในข้อหาขับรถโดยประมาท กรอบที่ 2 พิจารณาเรื่องพนักงานสอบสวนมีการสอบเพิ่มเติมตามคำสั่งของพนักงานอัยการ และกรอบสุดท้ายในกรณีความเห็นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยพล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ ผู้ช่วย ผบ.ตร.มีความเห็นไม่แย้งกับคำสั่งของอัยการ ในส่วนที่คณะกรรมการชุดนี้ดำเนินการได้ลงลึกในรายละเอียด และยังมีบางส่วนกำลังดำเนินการ ซึ่งบางเรื่องสามารถจะพอแถลงชี้แจงให้กับสังคมรับทราบและจะได้เข้าใจ ว่า แนวทางดำเนินการของพนักงานสอบสวนเป็นอย่างไร
พล.ต.อ.ศตวรรษ กล่าวต่อไปว่า คณะกรรมการชุดนี้จะพิจารณาในส่วนของตำรวจเท่านั้น ว่ามีการดำเนินการถูกต้องเป็นไปตามระเบียบหรือไม่ กรณีแรกที่ขอชี้แจง คือ กรณีการพบสารที่เกี่ยวกับโคเคนในเลือดของนายวรยุทธ ขอเรียนว่ากรณีนี้มีการตรวจเมื่อวันที่ 3 ก.ย.2555 ผลการตรวจออกมาเมื่อวันที่ 11 ต.ค.2555 แพทย์ผู้ตรวจยืนยันว่าสารที่ตรวจพบเกิดจากกระบวนการสลายตัวของสารที่เกี่ยวกับโคเคนอีนกับแอลกอฮอล์ โดยไม่มีการพบโคเคนโดยตรง
พล.ต.อ.ศตวรรษ กล่าวว่า ตามรายงานจากภาคนิติวิทยา โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่าสารที่ตรวจพบทั้งหมดมี 4 ชนิด คือ 1.Alprazolam 2.Benzoylecgonine 3.Cocaethylene 4.Caffeine โดยสาร Alprazolam เป็นยาที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 4 ตาม พ.ร.บ.วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท หรือทางการแพทย์เรียกว่ายานอนหลับ ส่วนตัวที่ ส่วน Caffeine คือสารที่อยู่ในกาแฟอย่างที่รู้กัน คือสาร Benzoylecgonine และ Cocaethylene ซึ่งเป็นผลของการย่อยสลาย ที่ทางการแพทย์บอกว่ามาจากโคเคน แต่ไม่ใช่โคเคนโดยตรง ซึ่งสาร Benzoylecgonine ในทางการแพทย์ยืนยันว่าเป็นสารที่เกิดขึ้นในร่างกายเมื่อเสพโคเคนอีน จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 2 ตามพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ส่วนสาร Cocaethylene ไม่จัดเป็นยาเสพติดให้โทษหรือวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท แต่เป็นเมตาบอไลต์ที่เกิดขึ้นในร่างกายเมื่อเสพโคเคนอีนร่วมกับแอลกอฮอล์
"ดังนั้นประเด็นคือ สาร Benzoylecgonine และ Cocaethylene ถ้ามีการตรวจพบสารตัวนี้แสดงว่ามีการเสพโคเคนอีน แต่จากการให้การของนายวรยุทธ บอกว่าได้มีการไปหาหมอฟัน และหมอมีการให้ยา ซึ่งเป็นยาอะม็อกซีซิลลีน 500 มิลลิกรัม และทางแพทย์ได้ให้การยืนยันในคำให้การชัดเจนไม่มียาเสพติด ดังนั้นตามที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์ยืนยันว่ายาที่แพทย์ให้นายวรยุทธไม่มีสารเสพติด ส่วนสารสาร Benzoylecgonine และ Cocaethylene อาจจะมาได้จากยาปฏิชีวนะอื่นหรือไม่ หรือจะมาจากการเสพโคเคนอย่างเดียว กรณีนี้ทางคณะกรรมการชุดนี้ จะดำเนินการเพื่อให้ทราบว่ากรณีดังกล่าวมีความเท็จจริงอย่างไร แต่เนื่องจากทางคณะกรรมการไม่มีความชำนาญในเรื่องนี้ จึงต้องขอเวลาในการสอบถามจากผู้รู้ จะประสานผู้เชี่ยวชาญ เพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการประมวลของคณะกรรมการ ส่วนกรณีหากพบว่ามีหลักฐานชัดเจน ว่า สารดังกล่าวเป็นยาเสพติดจริง ก็เป็นอำนาจของพนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการ คดียาเสพติดประเภท 2 มีอายุความ 10 ปี ซึ่งคณะกรรมการฯ จะเสนอผบ.ตร.ให้สั่งการต่อไป"พล.ต.อ.ศตวรรษ ระบุ
ส่วนกรณีนายจารุชาติ มาดทอง ที่ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต พล.ต.อ.ศตวรรษ กล่าวว่า กรณีไม่มีผลต่อการดำเนินการของคณะกรรมการชุดนี้อย่างแน่นอน แต่จะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไรเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ ที่ต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริง แต่ที่เป็นประเด็นของเราคือพยานที่ชื่อนายจารุชาติ มาอย่างไร ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่านายจารุชาติ ได้เข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนตั้งแต่วันที่ 8 ก.ย.2555 ดังนั้นนายจารุชาติ ไม่ใช่พยานใหม่ เป็นพยานที่อยู่ในสำนวนการสอบสวนตั้งแต่เบื้องต้น เป็นพยานที่เข้าพบพนักงานสอบสวนหลังทราบข่าว จึงมาให้การว่าเห็นเหตุการณ์อย่างไร ส่วนกรณีของ พล.อ.ท.จักรกฤช ถนอมกุลบุตร มีการสอบปากคำครั้งแรกเมื่อวันที่ 8 ก.ค.2558 หลังพนักงานสอบสวนเสนอสั่งฟ้องนายวรยุทธ ในข้อหาขับรถโดยประมาท และมีการออกหมายจับไปแล้ว ซึ่งการเข้าให้การของนายจารุชาติ ไม่ได้มีการพูดถึงกรณีความเร็วของรถยนต์ และพยานทั้ง 2 คน อยู่ในรถยนต์คนละคัน ส่วนทั้ง 2 คน จะรู้จักกันหรือไม่ยังไม่ทราบ กรณีที่นายจารุชาติ ให้การเรื่องความเร็วรถยนต์อยู่ที่ 70 กม.ต่อชั่วโมง เป็นการให้ปากคำเมื่อช่วงปลายปี 2562 ซึ่งเป็นการให้สอบปากคำเพิ่มเติมของทางพนักงานอัยการนายจารุชาติ ให้ปากคำในครั้งแรกไม่ได้บอกเรื่องความเร็วของรถยนต์ และการให้ปากคำครั้งที่ 2 ได้ให้ปากคำเรื่องความเร็ว
พล.ต.อ.ศตวรรษ กล่าวว่า ในชั้นนั้นพนักงานสอบสวนใช้ดุลพินิจสั่งฟ้องผู้ต้องหา ในข้อหาขับรถโดยประมาท และมีการออกหมายจับไปแล้ว ก่อนที่จะมีคำสั่งจากอัยการให้สอบปากคำพยานเพิ่มเติม ซึ่งพนักงานสอบสวนคำนึงถึงความระมัดระวังของการขับรถ ต้องมีการเว้นระยะ ทิศทางของรถ แต่พนักงานสอบสวนชุดแรกสั่งไม่ฟ้องเรื่องขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด เนื่องจากในชั้นแรกมีพยานบางปากบอกว่ารถยนต์ใช้ความเร็วไม่น่าเกิน 80 กม.ต่อชั่วโมง จึงเป็นเหตุไม่ฟ้องเรื่องความเร็วแต่สั่งฟ้องเรื่องขับรถโดยประมาท เพราะการขับโดยไม่ระมัดระวังก็เป็นเหตุของความประมาท ซึ่งเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน โดยพนักงานสอบสวนยึดเรื่องความระมัดระวังในการขับรถ จึงมีการสั่งฟ้องในเบื้องต้น ส่วนกรณีการขับรถเปลี่ยนช่องทางของ ด.ต.วิเชียร ยืนยันว่ามีการขับรถจักรยานยนต์เปลี่ยนช่องทางจากซ้ายไปขวาแน่นอน มีคำให้การอย่างชัดเจน สำหรับกรอบระยะเวลา 15 วันที่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ให้มา ทางคณะกรรมการพยายามเร่งดำเนินการทุกวัน
ด้าน พล.ต.ท.สมชาย กล่าวว่า ในชั้นแรกพนักงานสอบสวนได้ใช้พยานหลักฐานจากกองพิสูจน์หลักฐาน ซึ่งแจ้งมาเป็นรายงานชันเจนในเบื้องต้นว่า รถยนต์คันก่อเหตุใช้ความเร็วประมาณ 177 กม.ต่อชั่วโมง จึงใช้พยานหลักฐานตัวนั้นในการแจ้งข้อกล่าวหาในข้อหาขับรถเร็ว และต่อมาในชั้นสอบสวนยังได้มีการสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดบก.จร.เกี่ยวกับลักษณะสภาพรถอีก 2 ปาก เพื่อประเมินว่าความเร็วเป็นจริงตามที่ได้รับรายงานหรือไม่ ซึ่งพนักงานสอบสวนสั่งไม่ฟ้องเรื่องความเร็ว แต่พนักงานอัยการสั่งฟ้องเรื่องความเร็ว ดังนั้นกรณีที่ไม่สอบปากคำนายจารุชาติ ในชั้นนั้น เพราะพนักงานสอบสวนเชื่อในผลการรายงานของกองพิสูจน์หลักฐาน การณีข้อหาขับรถโดยประมาท มีปัจจัยหลายอย่าง เช่น เร็วก็ประมาท ดื่มสุราก็ประมาทได้ หรือไม่เร็วไม่ดื่มสุรา แต่ปราศจากความระมัดระวังก็เป็นความประมาทได้ กรณีที่นายวรยุทธ ไปรักษากับแพทย์เกี่ยวกับเรื่องฟัน ทางแพทย์ให้การยืนยันชัดเจนว่ายาที่ให้ไปไม่มีสารเสพติด เป็นยาอะม็อกซีซิลลิน 500 มิลลิกรัม แต่ยาอะม็อกซีซิลลิน เป็นยาปฏิชีวนะ ซึ่งแพทย์มีความเห็นว่าผลของยา อาจก่อให้เกิดผลลวงในการตรวจเลือดได้
สำหรับกรณีที่ถามว่าพนักงานอัยการมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการสอบปากคำพยานเพิ่มเติมอีกกี่ปากให้ส่งสำนวนให้อัยการ เท่าที่ทราบจากข้อมูลมีการสั่งให้สอบปากคำพยานเพิ่มเติมต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ซึ่งขณะนี้ก็อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า พนักงานสอบสวนตามที่พนักงานอัยการสั่ง มีการสอบเพิ่มเติมกี่ครั้ง พยานกี่ปาก ซึ่งประเด็นนี้อยู่ระหว่างนัดสอบปากคำพนักงานสอบสวนในคดี
July 31, 2020 at 06:37PM
https://ift.tt/3jXV5Os
ตร.จ่อประสานผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์สารในตัว "บอส กระทิงแดง" ใช่โคเคนหรือไม่ ก่อนพิจารณาแจ้งข้อหาเพิ่ม - ผู้จัดการออนไลน์
https://ift.tt/34fMkrq
Mesir News Info
Israel News info
Taiwan News Info
Vietnam News and Info
Japan News and Info Update
Bagikan Berita Ini
0 Response to "ตร.จ่อประสานผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์สารในตัว "บอส กระทิงแดง" ใช่โคเคนหรือไม่ ก่อนพิจารณาแจ้งข้อหาเพิ่ม - ผู้จัดการออนไลน์"
Post a Comment